1. เริ่มจากรูปภาพต้นฉบับที่มีคุณภาพเสมอ
การแต่งภาพสามารถช่วยให้ภาพดีขึ้น แต่มีขีดจำกัดหากต้นฉบับเบลอหรือแสงแย่มาก จงเริ่มจากไฟล์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
2. ครอบตัดเพื่อองค์ประกอบก่อนสิ่งอื่นใด
ใช้กฎสามส่วน (Rule of Thirds) วางวัตถุให้เยื้องจากศูนย์กลางและกำจัดสิ่งกวนใจที่ขอบภาพก่อนที่จะเริ่มปรับแสงหรือสี
3. ปรับ Exposure และ Contrast
การเพิ่มความสว่างให้กับภาพที่มืดและเพิ่มคอนทราสต์เล็กน้อยจะทำให้ภาพดูมีชีวิตชีวาและเป็นมืออาชีพมากขึ้น พยายามรักษาสมดุลของฮิสโตแกรมให้ดี
4. แก้ไข White Balance เพื่อสีที่เป็นธรรมชาติ
ภาพที่ถ่ายภายใต้แสงไฟในอาคารมักจะออกโทนส้ม (โทนอุ่น) แก้ไขไวท์บาลานซ์เพื่อให้สีผิวและสีขาวดูเป็นธรรมชาติ
5. ใช้การเพิ่มความคมชัดแบบเฉพาะจุด
การเพิ่มความคมชัด (Sharpening) ช่วยให้ดวงตาและรายละเอียดเล็กๆ ดูชัดขึ้น ควรใช้กับตัววัตถุเท่านั้น ไม่ใช่พื้นหลังทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงภาพที่ดูแตกพร่า (Noise)
6. อย่าเร่งสี (Saturation) มากเกินไป
การเร่งสีจนสดเกินไปอาจทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ ลองใช้การตั้งค่า Vibrance แทน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสดให้กับสีที่ซีดจางในขณะที่ยังปกป้องสีผิวไม่ให้ดูสดจนน่ากลัว
7. กำจัดสิ่งรบกวนในภาพ
ใช้เครื่องมือลบพื้นหลังเพื่อกำจัดพื้นหลังที่รกรุงรัง หรือใช้เครื่องมือลบจุดบกพร่องเพื่อกำจัดวัตถุที่ไม่พึงประสงค์ออกไป
8. ปรับขนาดให้เหมาะกับการใช้งาน
ปรับขนาดรูปภาพให้ตรงกับขนาดที่ต้องการจริๆ ก่อนนำไปใช้งาน ช่วยประหยัดแบนด์วิดท์ เว็บไซต์โหลดเร็ว และรักษาคุณภาพได้ดีกว่าให้แพลตฟอร์มย่อให้
9. ส่งออกไฟล์ในรูปแบบที่ถูกต้อง
ใช้ WebP สำหรับใช้บนเว็บ, JPEG สำหรับอีเมลหรือโซเชียลมีเดีย และ PNG สำหรับงานที่ต้องการความโปร่งใส หลีกเลี่ยงการบันทึกทับไฟล์ JPEG ซ้ำๆ เพราะคุณภาพจะลดลงในทุกครั้ง
10. เก็บไฟล์ต้นฉบับไว้เสมอ
ควรเก็บไฟล์ดั้งเดิมที่ยังไม่ผ่านการแก้ไขไว้ เพราะความชอบในการแต่งรูปอาจเปลี่ยนไป หรือคุณอาจต้องการกลับไปเริ่มใหม่ในสไตล์อื่น


